โรงเรียนรุ่งอรุณ

รุ่งอรุณแห่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย


"ดูก่อนอานนท์   ท่านทั้งหลายไม่พึงเห็นอย่างนั้น  ธรรมชาติก็ดี  วินัยก็ดี
อันเราได้แสดงแล้วได้บัญญัติไว้แล้วแก่ท่านทั้งหลาย  ธรรมชาติและวินัยนั้น
จักเป็นศาสดาแก่ท่านทั้งหลายโดยการที่ล่วงไปแล้วแห่งเรา"

     พระพุทธองค์ทรงประธานโอวาสที่ยกมาเบื้องต้นแก่พระอานนท์และพระภิกษุสงฆ์ที่มาประชุมอยู่    500  รูป ก่อนวาระเสด็จดับขันธปรินิพพานคำตรัสของพระองค์เป็นความชัดเจนว่า จะไม่มีศาสดาที่เป็นบุคคลเกิดขึ้นอีกในกาลสมัยแห่งพระโคดม พระธรรมและพระวินัยที่ทรงตรัสไว้ดีแล้วตลอดพระชนม์ชีพเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งแก่เหล่าพุทธบริษํทในกาลต่อไป

       และที่วิเศษยิ่งไปกว่านั้นคือพระศาสดามิได้ทรงประกาศความเป็นเจ้าของบทบัญญัติเหล่านั้นธรรมที่พระองค์ทรงประกาศนั้นเป็นสาธารณะแม้พระพุทธองค์มิทรงอุบัติขึ้นในโลกสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมปรากฎเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วคำตรัสนี้ได้ปลดปล่อยมนุษย์ทั้งปวงออกจากพันธนาการมนุษย์ทุกคนล้วนมีโอกาสในการพบพานอิสระภาพด้วยกันทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดนับถือศาสนาใด

        โรงเรียนรุ่งอรุณก่อร่างสร้างตัวตั้งแต่ปีการศึกษา 2537 จากจุดเริ่มต้นอย่างเป็นธรรมชาติของความรัก ความเมตตาของรองศาสตราจารย์ประภาภัทรนิยมที่มีต่อลูกศิษย์ เมื่อได้เห็นว่า เมื่อได้เห็นว่าระบบการศึกษาที่มีอยู่นั้นไม่สามารถตอบสนองกับธรรมชาติการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลายของนักเรียนอันเป็นโจทย์สำคัญของการศึกษา   รวมถึงประสบการณ์จากการสอนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  จุฬาลง
กรณ์มหาวิทยาลัย ท่านได้เห็นได้เห็นผลของการศึกษาอย่างใกล้ชิดว่ากำลังลดทอนคุณสมบัติพิเศษของมนุษย์

       อันเรียกว่าการเรียนรู้นี้ให้ด้อยคุณภาพขึ้นเรื่อยๆ ครูเอาจริงเอาจังกับการสอนความรู้ของผู้อื่นที่มาจากตำรานักศึกษาซึ่งอยู่ในวัยแห่งความกระตือรือร้นใฝ่นู้ใฝ่เรียนกลับมีความเคยชินและต้องการความรู้แบบสำเร็จรูปที่ครูหยิบยื่นให้โดยเร็วหน่วยงานของรัฐที่ดูแลการศึกษาทวงถามหามาตรฐานที่มีอยู่แบบเดียวผู้ปกครองเดือดร้อนกับการหาเงินให้ลูกเรียนพิเศษเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางวิชาการ การเรียนรู้ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและเปิดเผยไว้ว่าเป็นอริยทรัพย์ของมนุษย์ที่จะนำพามนุษย์ไปสู่อิสรภาพ ทางผปัญญาหายไปไหน

         การเรียนรู้แบบเป็นทางการเป็นการที่ครูส่งความรู้ก้อนเดียวไปที่นักเรียน 30-50 คนในชั้นเรียนราว
กับว่านักเรียนเป็นเครืองรับที่เหมือนๆ กัน แล้วก็คิดเองว่าเด็กคงรับได้ แต่จริงๆมันไม่ใช่ เราพึ่งเข้าใจว่ามนุษย์มีความแตกต่างและมีความหลากหลายสูงมาก การรับรู้ก็แตกต่างกันมาก....

     ลึกลงไปกว่าธรรมชาติของความรักและความเมตตาของแม่ที่มีต่อลูกและครูที่มีต่อศิษย์นั้น  ผู้เขียนพบว่าต้นกำเนิดของโรงเรียนรุ่งอรุณนั้นเกิดจากความมีศรัทธาอันแรงกล้าต่อการเรียนรู้อันเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ของรองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยมผู้นำในการก่อตั้งโรงเรียนนั่นเอง

 

     หลังจากนั้นท่านจึงได้ศึกษานวัตกรรมการเรียนรู้และจิตวิทยาการเรียนรู้ของสำนักต่างๆ  ที่ปรากฏอยู่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของชาติตะวันตก เช่น วอลดอร์ฟ และ มอนเตสซอรี  เป็นต้น ซึ่งเน้นถึงการเรียนรู้อันเกิดจาการปฏิบัติจริงบนความหลากหลายของธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงการศึกษาภูมิปัญญาเกียวกับการเรียนรู้ของสังคมไทยซึ่งมีฐานของศาสนาพุทธซึ่งให้ความสำคัญของการเรียนรู้ภายในและการเรียนรู้ภายนอกควบคู่กันไป        

     ในปี พ.ศ.2537 ซึ่งเป็นปีที่วงการการศึกษาพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษากันอย่างแพร่หลาย  ในระยะแรกรองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยมและคณะทำงานจัดตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณได้นำแนวคิดของการจัดการศึกษาแบบบูรณาการไปปรึกษากับครูบาอาจารย์ผู้เป็นผู้ทรงคณวุฒิทางด้านการเรียนรู้หลายท่าน  ได้แก่ ศาสตราจารณ์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ  วะสี  ศาสตราจารณ์นายแพทย์ประเวศ  วะศี   ศาสตราจารย์นายแพทย์ อารี วัลยเสวี และศาตราจารย์ ดร. เอกวิทย์    ณ ถลาง  ซึ่งได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง

     ต่อมาคณะทำงานได้ทำการศึกษาเรื่องแนวคิดของการศึกษาวิถีพุทธอย่างลึกซึ้งเพิ่มเติม  โดยพระพรหมคุณาภรณ์ <พระธรรมปิฎก  ป.อ.ปยุตโตในขณะนั้น>  ได้กล่าวไว้ว่าชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง ซึ่งต้องอาศัย กัลยาณมิตรคือผู้บอกหรือครู  และการใคร่ครวญจากภายในของตัวเองหรือโยนิโสมนสิการ   และนี่เองคือจุดเริ่มต้นหรือบุพภาคแห่งการศึกษาจึงได้จัดทำร่างหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนเสนอต่อองค์ประชุมของนักการศึกษานักวิชาการและผู้สนใจในการศึกษาและได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์มากมายโดยเฉพาะคำแนะนำจากศาตราจารย์กิตติคุณสุมน  อมรวิวัฒน์ในการปรับปรุงหลักสูตรให้มีคุณสมบัติของ  “บูรณาการแบบองค์รวม”  มากขึ้นนับได้ว่าความเป็นโรงเรียนรุ่งอรุณมิได้เกิดจากผู้ก่อตั้งคนใดคนหดนึ่ง  หากเป็นการ”ลงขัน”ทางความคิดและความเมตตากรุณาของครูบาอาจารย์หลายต่อหลายท่านผู้ที่มีต่อวงการศึกษาของไทยโดยแท้  เพื่อเสนอทางออกใหม่ให้กับการศึกษาของชาติจากการจัดการศึกษาที่เน้นการเรียนที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งไปสู่การเน้นธรรมชาติของผู้เรียนและการเรียนรู้เป็นตัวตั้ง

     ศาสตราจาร ย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ   วะสี  เป็นผูตั้งชื่อโรงเรียน  “ รุ่งอรุณ”  หมายถึงการเกิดรุ่งอรุณแห่งปัญญา      โดยท่านกล่าววส่า     “…โรงเรียนรุ่งอรุณถือเป็นโครงการนำร่องในการจัดการศึกษาที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์จะพึงทำ   โดยรวบรวมองค์ความรู้เกียวกับการจัดการเรียนการสอนที่ดีที่สุดของเราเองและประเทศต่าๆทั่โลกมาวิเคราะห์สังเคราะห์ให้ได้วิธีที่คิดว่าดีที่สุด ทดลองทำ ประเมินปรับปรุงแล้วประเมินอีกครั้งทำอย่างนี้เพื่อพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นเรื่อยๆไป ไม่มีที่สิ้นสุด...”

     ศาสตราจารย์กิตติคุณสุมน  อมรวิวัฒน์     กล่าวไว้ว่า   “…รุ่งอรุณเป็นกระแสน้ำที่สร้างทางน้ำขึ้นมา  เริ่มออกนอกกรอบตั้งแต่ความคิดของการเริ่มจัดการศึกษาโดยเริ่มต้นที่วิสัยทัศน์  ไม่ใช่วัตถุ นำแนวคิดตั้งแต่บุพภาคของการศึกษาตามหลักพุทธธรรมที่ท่านพระพรหรมคุณาภรณ์นำมาอธิบายไว้เป็นจุดตั้งต้น เป็นแนวทางแหวกวงลว้อมกับดักของความคิดออกมา    

     การที่จะให้ผูบริหาร ครู และพนักงาน มีความเป็นเอกภาพ   ท่างมกลางความหลากหลายทางความคิดเป็นเรื่องยากมากแต่รุ่งอรุณณก็ทำได้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียงของผู้ปกครองก็เป็นองประกอบที่สำคัญต่อการจัดการศึกษารู้สึกพอใจที่ได้เห็นกระบวนการการจัดการโรงเรียนที่ดีเกิดขึ้นที่นี่...”

     โรงเรียนรุ่งอรุณเริ่มจัดการเรียนการสอนเมื่อปีพ.ศ. 2540 โดยแสดงเจตนารมณ์ที่จะจัดการศึกษาที่ไม่แสวงหากำไรแต่คืนรายได้ทั้งหมดให้กับการพัฒนาและขยายผลการศึกษาที่มีเป้าหมายในการพัฒนาการเรียนรู้ให้มั่นคงกว้างขวางต่อไป ผู้เขียนได้เข้ามาเป็นสมาชิกของโรงเรียนตั้งแต่ปีแรกของการเปิดโรงเรียนในฐานะที่เป็นผู้ปกครองซึ่งได้รับความบอบช้ำจากผลของการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยในโรงเรียนใกล้บ้านของลูกสาวคนเดียวและเป็นโรงเรียนที่เลือกเพราะ  <ใกล้บ้าน>  และคิดว่าโรงเรียนไหนก็เหมือนๆกันพร้อมกับมีความคิดอหังการ์ว่าโรงเรียนไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของการศึกษาสองสามปีแรกแม้เมื่อมาเรียนที่โรงเรียนรุ่งอรุณแล้วความเปลี่ยนแปลงในตัวลูกก็ยังไม่เกิดขึ้นมากนัก  ลูกยังคงพึ่งพาแม่อยู๋มากนัก  ลูกยังคงพึ่งพาแม่อยู่มากและยังอิดออดและไม่มีความสุขกับการมาโรงเรียนนัก  ในขณะที่เด็กวัยเดียวกันหลายคนมีความสุขมีความเบิกบานในการมาโรงเรียนทำให้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมจึงเป็นเช่นนี้” ทั้งๆที่โรงเรียนก็มีความสมบูรณ์แบบตามที่ตนต้องการทุกประการ คำตอบของเรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว ในปี2543ผู้เขียนได้เริ่มชีวิตครูเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนรุ่งอรุณในตำแหน่งผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายโรงเรียนเล็ก <ระดับชั้นอนุบาล>

       จำได้ว่าในครั้งสัมภาษณ์เข้าทำงานได้พูดกับรองศาสตราจารย์ประภาภัทรนิยมด้วยความอหังการสลับกับความอ่อนน้อมถ่อมตนพร้อมๆ กันด้วยความหลงใหลไม่รู้ตัว  ความอหังการทำให้พูดว่าตนเองมีความตั้งใจและมีคุณสมบัติที่จะทำประโยชน์ให้โรงเรียนอย่างแน่นอน  ในขณะที่ความอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้พูดว่า หากท่านจะให้จัดการอย่างไรก็ขอให้บออกเพราะตนเองอาจจะมีวิสัยทัศน์ที่ไม่กว้างไกลแต่ก็เป็นผู้ปฏิบัติที่ดี   คำพูดนั้นมีความหมายง่ายๆคือ “จะให้ทำอะไรก็บอกมา”  ซึ่งมาเข้าใจในภายหลังว่าที่พูดไปอย่างนั้นเพราะอยู่ในความเคยชินของการ  “ กลัวผิด” และ “ขี้เกียจคิด” ท่านยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ตอบว่าอะไร  ผู้เขียนคิดในใจว่าท่านกล้าหาญมากที่รับอดีตพนักงานต้อนรับ บนเครื่องบินผู้ไม่ได้มีประสบการณ์ทางด้านการศึกษาและไม่มีเส้นสายมาเป็นผู้ช่วย่ครูใหญ่ฝ่ายอนุบาล ในโรงเรียนที่มีชื่อเสืองเช่นนี้

         จากอาชีพในอดีตที่มีความเป็นแบบแผน  ตรงเวลาและมีหน้าที่ชัดเจน ทำให้ชวิตการงานที่ผ่านมาของผู้เขียนสามารถดำเนินไปได้อย่างปลอดภัยราบรื่นและประสบผลสำเร็จภายใต้การปฏิบัติตามแบบแผนนั้นอย่างเคร่ครัดแต่การทำงานที่รุ่งอรุณนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง  ในระยะแรกผู้เขียนรู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่ราบรื่น  ทั้งๆ ที่เราเป็นหัวหน้าแต่เหตุใดครูที่อยู่ภายใต้การดูแลของเราจึงดูเหมือน  “ไม่เชื่อฟัง”  เรา  เมื่อเขาพยายามจะบอกและสนทนากับเรา เรากลับรู้สึกกลัว  เนื่องจากกลัวว่าสิ่งที่เราคิดไว้จะถูกปฏิเสธเพราะคิดเข้าข้างตัวเองว่าความคิดนั้นดีสมบูรณ์แล้ว   แต่เราลืมไปว่าเราคิดคนเดียวและเราพยายามจะนำความคิดของเราไปยัดเยียดให้ผู้อื่นด้วยการใช้คำสั่ง  ดังนั้นชีวิตในช่วงแรกๆ  ในวิถีรุ่งอรุณของผู้เขียนจึงมีแต่ความทุกข์โรคไมเกรนซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อนก็มาเริ่มเป็นที่นี่   กระทั่งวันหนึ่งผู้เขียนได้อาศัยความกล้าลุกขึ้นมาปลดพันธนาการที่ตนเองสร้างขึ้นเองจากความกลัวโดยการก้าวออกจากพื้นที่รู้สึกปลอดภัย ออกสู่พื้นที่เสี่ยง   ด้วยการน้อมลงสื่อสารและรับฟังเพื่อนครูด้วยใจที่เปิดรับจึงพบว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้เขียนได้แต่พูดและเพ่งเล็งจับผิดแต่ไม่เคยฟังเพื่อนครูอย่างเข้าไปที่ใจ

         ผู้เขียนคิดว่าการเรียนรู้ที่หลับใหลอยู่นานของตนนั้นได้ถูกปลุกให้ตื่นจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น  และพาตัวเองก้าวออกมาจากกรงที่เจ้าตัวขังตัวเอง  ไว้และเมื่อได้เดินทางมาถึงวันที่โรงเรียนรุ่งอรุณมีอายุย่างเข้าปีที่  11  ณ  เวลานี้ผู้เขียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากโดยไม่ทันรู้ตัว  เหมือนการก้าวเข้าสู่กระแสหรือเบ้าหลอมหรืออะไรก่ตามสุดแท้แต่จะเรียก  แล้วกระแสนั้นก็พาเราให้เป็นไปอย่างไม่รู้ตัวความทุกข์ที่เกิดขึ้นต่อมาจึงอยู่กับเราได้ไม่นาน  สาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดการเปลียนแปลงคือการได้อบรมธรรมและฝึกสติสัมปชัญญะในชีวิตประจำวันจากอาจารย์อมรา  สาขากร อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ   การเปลี่ยนแปลงอันดับแรกที่เกิดขิ้นทางกายคือสีผม  ที่เป็นสีขาวอมเทาที่เจ้าตัวรับรู้ อย่างเป็นปกติมิได้เดือดร้อนและต้องคอยย้อมให้เป็นสีดำ  แม้จะดูว่าแก่ก่อนวัย  ส่วนทางจิตใจนับว่าเปลี่ยนแปลงไปมากมีความยับยั้งชั่งใจเกิดขึ้นในจิตใจสร้างความเป็นปกติได้บ้างทำให้สติสัมปชัญญะได้มีโอกาสทำงานแทน ความโลภ  โกรธ  หลง  จึงเริ่มได้ยินเสียงของลูกมากขึ้น  ทั้งที่โดยปกติลูกมากขึ้นทั้งที่โดยปกติลูกก็ไม่ใช่เป็นเด็กช่างพูดแต่เพียงฝ่ายเดียว   ลูกเริ่มมีความไว้วางใจที่จะบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า  “หนูรูว่าแม่หวังดี แต่ขอให้แม่สอนหนูให้น้อยลงหน่อย”จึงเริ่มฉุกใจว่าเหตูที่ลูกเป็นเด็กที่พึ่งพิงและไม่มีความสุขนั้นคงเป็นเพราะพฤติกรรมของแม่ซึ่งไม่ยอมปล่อยลูกให้เป็น  “ไท”       นั่นเอง  นอกเหนือจากนั้นยังนำพฤติกรรมนี้ไปใช้กับเพื่อนครูอีกด้วย

         กุญแจสำคัญของการเรียนรู้จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอยยู่ที่ความสัมพันธ์อันเป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ที่ต้องเรียนรู้จากกันและกันและต้องพึ่งพาอาศัยกัน    หากมนุษย์ไม่สามารถสร้างสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อม   กับชุมชน และ กับบุคคลต่างๆ ได้อย่างเกื้อกูลและสร้างสรรค์แล้วก็ไม่อาจจะสืบสานและพัฒนาสังคมให้คงอยู่ต่อไป  จุดเริ่มคือการตั้งต้นและจัดปรับที่ตัวเองให้เข้าสู่ความเป็นปกติก่อนเป็นอันดับแรก  เพื่อเปิดพื้นที่รับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นอย่างเท่าเทียม  ปราศจาคอคติใดๆ  วิถีที่รุ่งอรุณทำให้เราไม่อาจดำรงตนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและไม่เรียนรู้  ต่อไป แต่ต้องก้าวมาเผชิญพื้นที่แห่งความเสี่ยง แต่ได้เรียนรู้     ด้วยการสร้างสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและบุคคลอื่นๆได้

       ผู้เขียนพบว่าโรงเรียนรุ่งอรุณมีวิถีและบุคลลิกของความเป็นชุมชนที่ชัดเจนและเสมอต้นเสมอปลายเสมือนหนึ่งเป็นวัฒนธรรมชุมชน   ซึ่งหากผู้ใดเมื่อเข้ามาอยู่ในชุมชนนี้แล้ว  จะได้รับการโอบอุ้มให้เข้าสู่วิถีของการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ  สิ่แวดล้อมซึ่งนำบุคลากรของโรงเรียนเข้าสู่กระแสแห่งการเรียนรู้นี้  ได้แก่

 

โรงเรียนเหมือนครอบครัว    ห้องเรียนเหมือนบ้าน

     นอกจากลักษณะทางภูมิทัศน์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ มีบึงน้ำ หมู่เรือนไทย เรือนไม้ที่นำไม้เก่าซึ่งรื้อมาจากที่อื่นมาสร้างใหม่และอาคารเรียนขนาดย่อม  ซึ่งมีลักษณะครึ่งตึกครึ่งไม้อาคารเหล่านี้ได้รับการออกแบบอย่างประณีต  โปร่งสบายเพื่อให้อากาศถ่ายเทอย่างเป็นธรรมชาติและไม่ใช้เครื่องประดับเพื่อประหยัดไฟฟ้า  การออกแบบ ให้แต่ละชั้นประกอบด้วยห้องเรียน 3 ห้อง แต่ละห้องหันหน้าเข้าหากันและมีโถงกลางเชื่อมเพื่อให้เกิดความสะดวกในการติดต่อสัมพันธ์และมีพื้นที่ในการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การสวดมนต์ไหว้พระ  การรับประธานอาหาร หรือกิจกรรมการเรียนรู้แบ่งเป็นฐานย่อย

     กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นกิจกรรมในบ้านโดยมีครูเป็นเสมือนแม่ที่อยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิด นักเรียนและครูต้องช่วยดูแลบ้านของตนให้สะอาด มีความเป็นระเบียบ ดูแลรักษาและซ่อมแซมข้าวของเครื่องใช้มัดย้อมเย็บผ้าม่าน หุงข้าว ทำอาหารกลางวัน หรืออาหารว่างรับประทาน ล้างจานชามด้วยตนเอง  และแยกขยะตามแนวคิด “ของเสียเหลือศูนย์”

     วิถีชีวิตที่เกิดขึ้นจึงนำพานักเรียนและครูเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่มีลักษณะพิเศษที่นอกเหนือไปจากความสัมพันธ์ฉันครูและนักเรียนแต่เป็นความใกล้ชิดผูกพันและพึ่งพากันเสมือนแม่ลูก พี่น้องและญาติมิตรในครอบครัววิถีชีวิตเช่นนี้เองที่เป็นที่บ่มเพาะความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาจากครูและความกตัญญูกตเวทิตาจากศิษย์ให้งอกงามขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

 
การเรียนรู้เกิดจากการปฏิบัติการจริงซึ่งการเป็นการเรียนรู้อย่างการเป็นองค์รวม  ไปสู่คุณค่าของสิ่งที่เรียน

      ครูต้องไม่ลืมว่าการศึกษา การเรียนรู้ นั้นเริ่มต้นที่ตนเองของครูนักเรียนจะเป็นอย่างที่ครูเป็นไม่ใช่เป็นอย่างที่ครูบอก  ในโรงเรียนรุ่งอรุณจึงเป็นการเรียนบน Project Based Learning ซึ่งครูจะต้องมีสายตาพอที่จะจิตนาการเห็นภาพของการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นที่ตัวผู้เรียนในทั้งด้านพฤติกรรม  จิตใจที่ตนคาดการณืไว้ หากต้องมีความกล้าหาญพร้อมที่จะเผชิญกับความรู้ของนักเรียนและของตัวครูซึ่งไม่อาจคาดเดาได้และสร้างการเรียนรู้ไปพร้อมๆกับนักเรียนบนการงานจริง  โครงการหลายโครงการมีลักษณะที่เป็นไปตามปัจจัยของผู้เรียน เช่น การปลูกผัก หรือการศึกษาธรรมชาติของระดับอนุบาลเป็นต้น ซึ่งเป็นโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาทย์อย่างแยบยล เมื่อครูได้เตรียมการให้นักเรียนไปรดน้ำผัก แต่นักเรียนกลับสนใจดูตัวดักแด้ของด้วงที่พบระหว่างการเดินไปยังแปลงผักหรือการเรียนหน่วยบูรณาการโครงงานภูมิธรรมไทยในนาข้าวในชั้นประถมปีที่ ๕ ที่เด็กและครูต้องลงมือทำนาจริง ตั้งแต่การเตรียมดินด้วยถางหญ้ากำจัดวัชพืช ไถ หว่าน ฯลฯ แม้จะมีชาวนาตัวจริงมาช่วยทำและให้คำแนะนำก็ยังต้องฝึกสายตาในการสังเกตและควบคุมน้ำไม่ให้มากไป ไม่ให้น้อยไป ทั้งต้องพบปัญหาที่ไม่คาดคิดมาก่อนคือมีนกมากมายมาจิกกินข้าวที่เพิ่งออกรวง กว่าจะคิดหาวิธีไล่นกไม่ให้มากวนได้ ข้าวก็แทบไม่เหลือให้เก็บเกี่ยว หรือการเรียนเรื่องรอกและแรงผ่านการทำแพไม้ไผ่สำหรับข้ามฝากของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ซึ่งมิใช่อาศัยเพียงทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาตร์เพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยทักษะการทำงานอื่นๆ อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะทักษะเชิงช่าง ประสบการณ์เรียนรู้จากสถานการณ์จริงล้วนเป็นเรื่องที่ท้าทายการเรียนรู้ของทั้งครูและนักเรียน ที่ต้องอาศัยทั้งความสดและก้าวออกจากชุดความรู้เดิมและเผชิญกับสถานการณ์เรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดล้มเหลวหรือความสำเร็จอันเกิดจากการทำการงานนั้น ทั้งครูและเด็กต้องพร้อมที่จะสร้าง สั่งสมและเก็บเกี่ยวความรู้ที่เกืดขึ้นอย่างอดทนเพื่อให้ความรู้นั้นเป็น “ความรู้มือหนึ่ง” ของตน

     แผนการสอนแบบบูรณาการจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญของครูอันเป็นเสมือนแผนที่การเดินทางสู่ความรู้และการเรียนรู้ ไปจนถึงมิติด้านคุณค่าขอลเรื่องที่เรียน ครูต้องระบุสาระการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ครอบคลุม ๓ ด้าน ได้แก่ ความรู้ ทักษะและความเข้าใจ กระบวนการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและใบงานพร้อมกับการประเมินผล โดยทุกประเด็นต้องมีการร้อยเรียงและสอดคล้องเป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันจึงเป็นการขวนขวายหาความรู้ภายนอกเพิ่มเติมและพาตนเองเข้าสู่ระบบของการคิดอย่างใคร่ครวญ เชื่อมโยงมีที่มาที่ไปของสาระและคิดเข้าสู่ระบบคุณค่าอย่างเป็นอัตโนมัติ พร้อมทั้งการสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน เมื่อครูต้องนำเสนอแผนการสอนต่อที่ประชุมครู ดังนั้นความรู้ความเข้าใจของครูในแนวคิดเรื่องจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

 
ดนตรี ศิลปะและศิลปะการป้องกันตัวแบบไทยเป็นเคริองกล่อมเกลาและขัดเกลาจิตใจ

     นักเรียนของโรงเรียนรุ่งอรุณได้รับอนิสงส์ของศาตร์แห่งสุนทรียะและพัฒนาการรับรู้อย่างบูรณาการ โดยฉพาะทางตา ทางหู และทางการเคลื่อนไหลของทั้งสามศาสตร์ ที่มีต่อการพัฒนาทั้งพฤติกรรม จิตใจ และปัญญาของนักเรียนอย่างสมดุล จากการฝึกทักษะทางดนตรีและศิลปะในแขนงต่างๆทั้งทัศนศิลป์และหัตถศิลป์ที่เป็นทั้งภมิปัญญาไทยและสากลหรือแม้แต่การฝึกท่าแม่ไม้มวยไทย กระบี่กระบองล้วนเป็นการเรียนในมิติของการฝึกกายภาวนา เพื่อห้เกิดการเรียนรู้ธรรมชาติการเรียนรู้ของตนเองที่เกิดขึ้นในขณะหนึ่งๆ เช่น ในการย้อนสังเกตุการเรียนรู้จากการทำงานหัตถศิลป์ทั้งก่อนทำ ระหว่างทำ และเมื่อทำเสร็จแล้ว บางคนจะเห็นความตั้งใจเป็นอย่างมากของตนขณะปั้นดินจนทำให้ดินบางและขาดออกจากกัน อีกทั้งตนเองยังเกิดความเกร็งกล้ามเนื้อขึ้นอย่างไม่รู้ตัวจนกลายเป็นความปวดเมื่อในภายหลัง การเรียนรู้จึงเป็นการเน้นที่กระบวนการ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ธรรมชาติในใจของตนจนนำไปสู่การขัดเกลาองตนเองโดยไม่มีการตัดสินชี้ถูกผิดจากครู เป็นการส่งเสริให้นักเรียนมีความเป็นอิสระสื่อแสดงความเป็นตัวเองสู่การสร้างงาน ได้เรียนรู้ตนเอง และได้รับคุณค่าจากความแตกต่างหลากหลายของเพื่อน
การเป็นชุมชนเกื้อกูลกัน

     โรงเรียนรุ่งอรุณเติบโตและมีบุคลิกเช่นที่ปรากฎนี้ได้ ล้วนเกิดจากความเอื้อเฟื้อเกืเอกูลจากบุคคลต่างๆ อย่างนับไม่ถ้วน ทั้งครูบาอาจารย์ บุคลากร ผู้ปกครอง เพื่อนฝูงญาติมิตร และเครือข่าการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งสร้างความสัมพันธ์ต่อกันบนพื้นฐานของความจริงใจ ท่านเหล่านั้นล้วนมอบให้ทั้งความคิด กำลังใจ และความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ การสร้างความสัมพันธ์ช่นนี้เกิดจากการฟังเป็นฟังอย่างไม่ด่วนตัดสินไม่ด่วนสรุป และฟังอย่างเอาดีจะเห็นวงประชุมเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในฝ่ายต่างๆ จึงเกิดเป็นการสื่อสาร ๒ ทาง ที่ต่อยอดเพิ่มพูนความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งยิ่งไป และมีความเป็นเอกภาพ

     ในส่วนของเครือข่ายการเรียนรู้นั้น โรงเรียนได้รับความเอื้ออาทรและความเมตตาจากเครือข่ายต่างๆ ทั้งปราชญ์ชาวบ้าน ชุมชนในชนบท โรงเรียน หน่วยงานราชการ วัด และพระสงฆ์ ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ได้สร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ เป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนของนักเรียนและครที่มากด้วยคุณค่าเกินกว่าที่จะพรรณนา

     ในส่วนของผูปกครองจะเห็นได้ว่าผู้ปกครองมีความใกล้ชิดกับโรงเรียนเป็นอย่างมาก มีการทำงานร่วมกันอย่างทุ่มเทเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้หลายเรื่องทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนโดยตรงและที่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของผู้ปกครองเอง กิจกรรมที่น่ายกย่องเป็นพิเศษ เช่น การดำเนินการในห้องเล่นส่งเริมพัฒนาการสำหรัเด็ก ซึ่งกลุ่มผู้ปกครองได้ร่วมจัดตั้งบริหารและให้บริการแก่นักเรียนและให้บริการด้นวิชาการแก่ครูหรือผู้ปกครองอย่างต่อเนื่องมานานกว่า ๖ ปี นอกจากนี้ผู้ปกครองยังร่วมเป็นคณะกรรมการคัดเลือกผู้ปกครองนักเรียนเข้าใหม่ และเป็นตัวแทนโรงเรียนในโครงการต่างๆ ที่ทำร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ

     โรงเรียนรุ่งอรุณส่งเสริมให้ครูและบุคลากรได้ทำงานจิตสาธารณะและจิตอาสาอย่างสม่ำเสมอ คือการไมยึดติดอยู่กับกรอบของหน้าที่การงานของตนหากพร้อมที่จะเสนอตัวเข้าช่วยเหลือเป็นธุระกับงานของผู้อื่นซึ่งได้รับความเดือดร้อนทุกข์ยากและสร้างความสัมพันธ์โดยมิได้ถือในเรื่องผู้ให้และผู้รับหากแต่ทั้งสองฝ่ายปฎิบัติต่อกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน โดยเริ่มจากการช่วยเหลือคนรอบกายก่อน เช่น การช่วยงานปรับปรุงภูมิทัศน์ของโรงเรียนในลักษณะ “ ลงแขก “ การไปร่วมการบริการอาหารในงานบุญที่วัดญาณเวศกวันเป็นประจำ ในงานจิตอาสาซึ่งมักเป็นงานอุทิศตนเป็นอย่างมาก เป็นการช่วยเหลือในลักษณะทั้งบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า เป็นเพื่อนคอยรับฟังความทุกข์และให้กำลังใจพร้อมทั้งสร้างความมั่นคงในระยะต่อมา นับได้ว่าเป็นกระบวนการช่วยเหลือที่มีความต่อเนื่อบงและมีความสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของผูเดือดร้อน เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัตืจาดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ โดยสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและพัฒนาหลักสูตรและสนับสนุนครูที่โรงเรียนบ้านทุ่งดาบบนเกาะพระทองจังหวัดพังงา การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่พื้นที่ภาคกลางในจังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี และอยุธยา โดยการช่วยทำความสะอาดและการสร้างบ้นพักอาศัย การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากโคลนถล่มที่จังหวัดอุตรดิตถ์ การให้ความช่วยเหลือนั้นมีความต่อเนื่องยาวนานจนกว่าจะแน่ใจว่าผู้เดือดร้อนนั้นสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ต่อไป ซึ่งการทำงานจิตอาสานี้ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้มากทายมหาศาล สร้างความองอาจกล้าหาญของจิตใจได้มากและเป็นที่ฟืมฟักพรมวิหารธรรมให้เติบโตงอกงามในใจตน        

     ในส่วนของนักเรียนได้ฝึกทำงานจิตอาสาร่วมกับมูลนิธิฉือจี้ เป็นการทำงานจิตอาสาอย่างมีระบบ เตรียมใจให้พร้อมที่จะเผชิญความทุกข์ของผู้อื่นโดยไปช่วยทำความสะอาดบ้านและดูแลคนชราที่ไม่มีญาติ  และไปให้กำลังใจและช่วยเหลือผู้ป่วยในโรงพยาบาล นักเรียนได้เรียนรู้คุณธรรมในเรื่องการสละความไม่ชอบใจ และความรังเกียจของตนให้ออกไปจากจิตใจ และทำสิ่งที่เป็นการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน

     นอกเหนือจากการเรียนรู้ที่อยู่ในชั้นเรียนตามปกติ โรงเรียนรุ่งอรุณได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับการศึกษาภาคสนามซึ่งเปรียบได้กับ “ห้องเรียนธรรมชาติ “ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมเชิงนิเวศ ธรรมชาติ ตลอดจนชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีชีวิต ในท้องถิ่นทุกภาคของประเทศ แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สาธารณรัฐประชาชนปรระชาธิปไตยประเทศลาว การศึกษาภาคสนามนี้ถือได้ว่าเป็นบริบทจริที่สำคัญยิ่งในการขยายศักยภาพในการเรียนรู้ของนักเรียนและครูไปพร้อมๆ กัน การศึกษาภาคสนามของนักเรียนทุกภาคเรียนตามบริบทของหน่วยการเรียนในแต่ละระดับชั้นจึงเสมือนสะพานที่ทำให้นักเรียนและครูสามารถเชื่อมโยงความรู้ หลักการทฤษฎีต่างๆ ทั้งจากบทเรียน ปราชญ์และผู้รู้ รวมถึงจากการเข้าไปค้นหาทดลองปฏิบัติจากเหตุการณ์จริง ซึ่งท้าทายความรู้ในเชิงปฏิภาณไหวพริบเป็นพิเศษ จนสามารถสังเคราะห์และเข้าถึงความเป็นขององค์ความรู้ได้จริงด้วยตนเอง

     หลังจากนั้น นักเรียนควรได้นำความรู้นั้นมาเสนอ ถ่ายทอดให้ผู้อื่นมีพ่อ แม่ และครู เป็นอาทิ เพื่อให้ได้ความรู้และความร่วมยินดีกับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยสื่อแสดงในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การจัดนิทัศการแสดงผลงาน การจัดกิจกรรม ละคร โต้วาที เพื่อสะท้อนความหมายและคุณค่าของความรู้นั้น ที่มีต่อชีวิตและจิตใจของนักเรียนในงานสิ้นเทอมการศึกษาที่เรียกว่า “งานหยดน้ำแห่งความรู้ “

     วิถีและบุคลิกของชุมชนดังกล่าวเบื้องต้นเสมือนหนึ่งได้นำพาบุคคลากรให้ปฏิบัติงานและปฏิบัติธรรมไปในคราวเดียวกัน  วิถีนั้นเหมือนวงจรที่ได้วนรอบซ้ำๆ แต่เมื่อกระแสการเรียนรู้เกิดขึ้นในตัวเองแล้วจะสังเกตุให้เห็นว่าพลังขับเคลื่อนนั้นเกิดขึ้นจากตัวเองด้วยอีกทางหนึ่ง ส่งผลให้วงจรนั้นมีลักษณะการเคลื่อนที่เป็นเกลียวขยายเคลื่อนวนกินพื้นที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และยังมีพลังในกาครเหนี่ยวนำผู้อื่นให้เข้าสู่วงจรแห่งการเรียนรู้ไปด้วยกันเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพของบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงคุณภาพภายใน

         ขณะนี้ ผู้เขียนเป็นผู้บริหารต่อๆ มาของโรงเรียนรุ่งอรุณ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการแทนรองศาตราจาจย์ประภาภัทร นิยมเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งถือว่าได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงสำหรับชีวิตธรรมดาๆ ชีวิตหนึ่งและเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าโรงเรียนรุ่งอรุณมาถึงจุดที่พิสูจนึความเชื่อและศัทธาในการเรียนรู้ของมนุษย์ ดังเจตนาเมื่อแรกก่อตั้งโรงเรียน ผู้เขียนขอยืนยันว่าโรงเรียนรุ่งอรุณนี้ไม่ใช่โรงเรียนในความหมายที่หลายคนเข้าใจ แต่โรงเรียนรุ่งอรุณเป็นสถานที่ที่ปลุกกระแสและนำการเรียนรู้อันเป็นอริยทรัพย์ของมนุษยชาติให้กลับมาเป็นเกียรติ เป็นศักดิ์ศรีของมนุษย์เฉกเช่นที่เคยมีและเคยเป็น โรงเรียนได้ทำการนี้อย่างปราณีต นุ่มนวล มีระบบและมีแบบแผนบนหลักการของความเข้าใจในความแตกต่างของบุคคล ผูเขียนจึงจะสานต่อเจตนารมณ์ที่จะมบโรงเรียนรุ่งอรุณป็นสมบัติของทุกคน ทุกชาติ ศาสนา อ๊กทั้งยังมีความเบาใจเมื่อได้พิจารณาเห็นว่าครูบาอาจารย?ต้นทางท่าน ได้ก่อร่างสร้างรหัสของการเรียนรู้ไว้อย่างพร้อมมูลและมั่นคงสมควรแล้วจนเป็นที่มั่นใจว่าเมื่อใดที่เรายังคงเดินตามคำครูผูเป็นกัลยาณมิตรอย่างกตัญญูรู้คุณเสมือนเราได้ดำเนินรอยตามพระบาทแห่งพระศาสดาอย่างมั่นคงปลอดภัยในการเป็นที่พึ่งแห่งตนและขวนขวายนำชีวิตเข้าสู่การเรียนรู้ และตราบใดที่ชีวิตยังเรียนรู้ ตราบใดที่ยังได้สดับพระธรรมและปฏิบัติตามพระวินัย ตราบนั้นชาวพุทธย่อมบรรลุสู่อิสรภาพทางจิตวิญญาณอันเป็นปลายทางที่หมาย ดังเช่นที่พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่ามนุษย์มีอริยทรัพย์อันประเสริฐเป็นสมบัติพิเศษติตัวคือความสามรถในการเรียนรู้นั่นเอง

 

 

 

 

สุนิสา  ชื่นเจริญสุข

ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ

 

                                                              ********************************

 

 สกู๊ปข่าว อื่นๆ

 

   ระบบการบริหารการศึกษาของโรงเรียนนานาชาติเมธา
   จินตทัศน์ สอนให้เด็กคิดเป็นภาพ

 

 

 

 

 


การปลูกฝังจิตสาธารณะและจิตอาสา         

จำนวนผู้อ่าน : 11643
ส่งบทความนี้ให้เพื่อนของคุณ
ชื่อผู้ส่ง
อีเมล์ของคุณ
สามารถส่งได้ครั้งละ 5 ท่านค่ะ
ข้อความของคุณ
ส่งอีเมล์มาที่ตัวเองด้วยค่ะ